วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย



เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย
             เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย (อังกฤษ: Statue of Zeus at Olympia) เป็นเทวรูปของซูส ซึ่งเป็นประธานเทวสภาโอลิมปัส สร้างจากไม้ ประดับด้วยทองคำและงาช้าง ลักษณะประทับนั่ง อยู่บนฐานกว้าง 10 เมตรครึ่ง ตัวเทวรูปสูงประมาณ 12 เมตร (43 ฟุต) พระหัตถ์ซ้ายถือคทา พระหัตถ์ขวารองรับไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะ มีเครื่องประดับด้วยทองคำล้วน ออกแบบก่อสร้างในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช โดย ฟิดิแอส ประติมากรชาวเอเธนส์ เทวรูปนี้ประดิษฐานอยู่ในวิหารซูส ที่โอลิมเปีย ประเทศกรีซ
เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย จัดเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ถือเป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ เช่นเดียวกับ ประภาคารฟาโรส หรือวิหารอาร์เทอมีส และถือเป็นสิ่งร่วมสมัยกับวิหารพาร์เธนอน
เทวรูปนี้ถูกทำลายลงเพราะอัคคีภัยในปี ค.ศ. 475 ปัจจุบันนี้ไม่เหลือซากชิ้นส่วนใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย

ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/เทวรูปซูสที่โอลิมเปีย

วิหารพาร์เธนอน 

วิหารพาร์เธนอน 
วิหารพาร์เธนอน  (กรีก: Παρθενών) คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของสถาปนิกในสมัยนั้นและถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และ ยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร
คำว่า พาร์เธนอน นั้นน่าจะมาจากประติมากรรมที่เคยตั้งอยู่ภายในวิหารคือ Athena Parthenos ซึ่งมีความหมายว่า เทพีอันบริสุทธิ์

การก่อสร้าง
วิหารพาร์เธนอนสร้างตามการริเริ่มของเพริเคิล ผู้นำกรุงเอเธนส์ในสมัยนั้น และสร้างโดยมีประติมากรฟีเดียสเป็นผู้ควบคุมงาน การก่อสร้างเริ่มขึ้นเมื่อ 447 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงแม้ว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อ 438 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการตกแต่งเพิ่มเติมอีก 5 ปี บัญชีส่วนหนึ่งของการก่อสร้างครั้งนี้หลงเหลืออยู่ และแสดงให้เห็นว่างานที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด คือ การขนย้ายหินจากเขาเพนเทลิกัส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเอเธนส์ไปกว่า 16 กิโลเมตร
วิหารพาร์เธนอนมีขนาดกว้าง 30.9 เมตร ยาว 69.5 เมตร (101.4 × 228.0 ฟุต) เสาภายนอกแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.9 เมตร (6.2 ฟุต) และสูง 10.4 เมตร (34.1 ฟุต) เสาที่หัวมุมของวิหารจะมีขนาดใหญ่กว่าเสาอื่นๆ เล็กน้อย หลังคาปูด้วยหินอ่อนซ้อนกัน
เมื่อนำขนาดของวิหารนี้มาคำนวณเป็นอัตราส่วน จะพบว่าหลายๆ แห่งเป็นอัตราส่วนทองคำ เสาด้านหน้าจะมี 8 ต้น และด้านข้างจะมี 17 ต้น

การเปลี่ยนแปลง
พาร์เธนอนยังคงเป็นวิหารมากว่าพันปีนับจากเสร็จสิ้นการก่อสร้าง ซึ่งถือว่ามีอายุเก่าแก่มาก หลังจากนั้นพาร์เธนอนจึงกลายเป็นโบสถ์คริสเตียน
ในปี ค.ศ. 1456 เอเธนส์ตกเป็นของจักรวรรดิออตโตมัน พาร์เธนอนจึงถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่า  ในระหว่างนี้ มีการครอบครองอาณาจักรกันมากมาย วิหารพาร์เธนอนแห่งนี้จึงเปลี่ยนเป็นสถานที่ทางศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ของอาณาจักรที่เป็นใหญ่ในขณะนั้น และมีการบูรณะรักษาสถานที่แห่งนี้อยู่หลายครั้ง
ภายหลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2004 มีการบูรณะวิหารพาร์เธนอนครั้งใหญ่เนื่องจากประเทศกรีซได้รับเลือกให้จัดการแข่งขันโอลิมปิกซึ่งแน่นอนว่าจะมีพิธีเปิดที่วิหารพาร์เธนอน

เหตุผลที่ได้รับคัดเลือกเป็นมรดกโลก
แหล่งมรดกโลกอาโครโปลิสแห่งเอเธนส์ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยมีเหตุผลตามเกณฑ์การพิจารณาคือ
·         (i) - เป็นตัวแทนซึ่งแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด
·         (ii) - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวนและภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
·         (iii) - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
·         (iv) - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
·         (v) - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์


ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/วิหารพาร์เธนอน


เทพปกรณัมกรีก

เทพปกรณัมกรีก
             เทพปกรณัมกรีก เป็นเรื่องปรัมปราและตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า, วีรบุรุษ, ธรรมชาติของโลก และจุดกำเนิดและความสำคัญของวิถีปฏิบัติและพิธีในทางศาสนาของชาวกรีกโบราณ เทพปกรณัมกรีกเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาในกรีซโบราณ นักวิชาการสมัยใหม่กล่าวถึงเรื่องปรัมปราและศึกษาในความพยายามที่จะอธิบายสถาบันทางศาสนาและการเมืองในกรีซโบราณ อารยธรรม และเพิ่มความเข้าใจของธรรมชาติในการสร้างตำนานขึ้น
เทพปกรณัมกรีกได้ถูกรวบรวมขึ้นจากเรื่องเล่าและศิลปะที่แสดงออกในวัฒนธรรมกรีก เช่น การระบายสีแจกันและของแก้บน ตำนานกรีกอธิบายถึงการถือกำเนิดของโลกและรายละเอียดของชีวิต รวมทั้งการผจญภัยของบรรดาเทพ เทพี วีรบุรุษ วีรสตรี และสิ่งมีชีวิตในตำนานอื่น ๆ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ได้สืบทอดโดยบทกวีจากปากต่อปากเท่านั้น ในปัจจุบัน ตำนานกรีกได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในวรรณกรรมกรีกเป็นส่วนใหญ่
วรรณกรรมกรีกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่รู้จักกันคือ มหากาพย์ อีเลียด และ โอดิสซีย์ ของโฮเมอร์ ซึ่งจับเรื่องราวเหตุการณ์ในระหว่างสงครามเมืองทรอย นอกจากนี้มีบทกวีมหากาพย์ร่วมสมัยอีกสองชุดของเฮสิโอด คือ Theogony และ Works and Days เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการกำเนิดโลก การสืบทอดของจอมเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ ยุคของมนุษย์ กำเนิดศัตรูของมนุษย์ และพิธีบูชายัญต่างๆ เรื่องเล่าปรัมปรายังพบได้ในบทเพลงสวดสรรเสริญของโฮเมอร์ จากเสี้ยวส่วนหนึ่งของบทกวีมหากาพย์ Epic Cycle จากบทเพลง จากงานเขียนโศกนาฏกรรมในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล จากงานเขียนของปราชญ์และกวีในยุคเฮเลนนิสติก และในตำราจากยุคของจักรวรรดิโรมันที่เขียนโดยพลูตาร์คกับเพาซานิอัส
งานค้นพบของนักโบราณคดีเป็นแหล่งข้อมูลอย่างละเอียดของเทพปกรณัมกรีก เพราะมีภาพของเทพและวีรบุรุษกรีกมากมายเป็นเนื้อหาหลักอยู่ในการตกแต่งสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ภาพเรขาคณิตบนเครื่องโถในยุคศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาลแสดงให้เห็นฉากต่างๆ ในมหากาพย์เมืองทรอย รวมไปถึงการผจญภัยของเฮราคลีส ในยุคต่อๆ มาเช่น ยุคอาร์เคอิก ยุคคลาสสิก และยุคเฮเลนนิสติก ก็พบภาพฉากเกี่ยวกับมหากาพย์ของโฮเมอร์และตำนานปรัมปราอื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มเติมแก่หลักฐานทางวรรณกรรมที่มีอยู่
เทพปกรณัมกรีกมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัฒนธรรม ศิลปะ และวรรณกรรมของอารยธรรมตะวันตก รวมถึงมรดกและภาษาทางตะวันตกด้วย กวีและศิลปินมากมายนับแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบันได้รับแรงบันดาลใจจากเทพปกรณัมกรีก และได้คิดค้นนัยยะร่วมสมัยกับการตีความใหม่ที่สัมพันธ์กับตำนานปรัมปราเหล่านี้

แหล่งข้อมูลจากวรรณกรรม
             เรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานปรัมปรามีบทบาทอย่างมากกับวรรณกรรมกรีกในทุกสาขา ถึงกระนั้น หนังสือตำนานปรัมปราเพียงเล่มเดียวที่เหลือรอดมาจากยุคกรีกโบราณ ก็คือ Library ของอพอลโลดอรัสเทียม งานชิ้นนี้พยายามไกล่เกลี่ยเรื่องราวที่ขัดแย้งกันระหว่างเรื่องเล่าต่างๆ ของบทกวีมากมาย และพยายามเรียบเรียงออกมาเป็นตำนานเทพเจ้าและวีรบุรุษกรีกในยุคดั้งเดิม อพอลโลดอรัสมีชีวิตในช่วงปีที่ 180-120 ก่อนคริสตกาล และเขียนเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นหลายชิ้น งานเขียนของเขาอาจจัดเป็นชุดที่ต่อเนื่องกัน แต่ "Library" นั้นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของเขาเป็นเวลานาน ดังนั้นมันจึงได้ชื่อว่าเป็นของอพอลโลดอรัสเทียม
ในบรรดาแหล่งข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุด มีบทกวีมหากาพย์ของโฮเมอร์ 2 เรื่อง คือ อีเลียด และ โอดิสซีย์ มีบทกวีอื่นอีกที่ช่วยเติมเต็ม "วงล้อมหากาพย์" ทว่าในภายหลังต่างสูญหายไปเกือบหมด บทกวีเหล่านี้เรียกชื่อกันว่า "บทสวดของโฮเมอร์" (Homeric Hymns) แต่อันที่จริงไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับโฮเมอร์เลย มันเป็นบทสวดสรรเสริญที่สืบทอดมาแต่ยุคบทเพลง  เฮสิโอดซึ่งน่าจะเป็นกวีร่วมสมัยกับโฮเมอร์ ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตำนานกรีกที่เก่าแก่ที่สุดไว้ในผลงานชื่อ Theogony (กำเนิดปวงเทพ) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างโลก กำเนิดของเทพต่างๆ ตลอดถึงบรรดาทายาทผู้สืบตระกูลท้งหลาย มีนิทานพื้นบ้าน และตำนานเกี่ยวกับจุดกำเนิดของสิ่งต่างๆ ในงานเขียนของเฮสิโอดอีกเรื่องคือ Works and Days ซึ่งเป็นบทกวีสั่งสอนเกี่ยวกับชีวิตในไร่ ได้รวมเอาตำนานเกี่ยวกับโปรมีธูส แพนดอรา และยุคทั้งสี่ของมนุษยชาติเอาไว้ด้วย ผู้ประพันธ์ได้แนะนำวิธีที่ดีที่สุดในการประสบความสำเร็จในโลกอันแสนอันตราย ซึ่งยิ่งถูกทำให้เป็นอันตรายมากขึ้นโดยพวกเทพนั่นเอง
บทกวีแบบเพลงมักจะนำเนื้อเรื่องมาจากตำนาน แต่วิธีการเล่าจะมีเนื้อหาน้อยกว่าและค่อนข้างคลุมเครือกว่า กวีเพลงของกรีกซึ่งรวมไปถึง Pindar, Bacchylides,Simonides และกวีชาวบ้านเช่น Theocritus และ Bion มักรวมเอาเหตุการณ์เหนือธรรมชาติของแต่ละคนเข้าไปด้วนอกจากนี้ ตำนานยังเป็นศูนย์กลางของกิจการละครยุคคลาสสิก นักเขียนบทละครโศกนาฏกรรม เช่น Aeschylus, Sophocles, และ Euripides ใช้พล็อตเรื่องส่วนใหญ่จากตำนานในยุคแห่งวีรบุรุษและสงครามเมืองทรอย เรื่องราวโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ (เช่น อักกะเมมนอนกับลูกๆ, อีดีปุส, เจสัน, เมเดีย, ฯลฯ) ก็มีความคลาสสิกอยู่ภายใต้ความโศกเศร้า Aristophanes นักเขียนบทละครตลกขบขันยังใช้ตำนานเหล่านี้ในงานบทละครเรื่อง The Birds และ The Frogs
นักประวัติศาสตร์ ฮีโรโดตุส และ ดิโอโดรุส ซิคุลุส กับนักภูมิศาสตร์ เปาซาเนีย และ สตราโบ ซึ่งเดินทางไปทั่วแผ่นดินกรีกและบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ยิน ได้ให้ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับตำนานและเรื่องเล่าของท้องถิ่น โดยมักจะเป็นเวอร์ชันที่ต่างออกไปและไม่ค่อยเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะฮีโรโดตุสนั้นเที่ยวค้นหาประเพณีต่างๆ ที่ตนพบเจอและพบรากฐานทางประวัติศาสตร์หรือตำนานปรัมปราอยู่ในการเผชิญหน้าระหว่างกรีกกับประเทศตะวันออก ฮีโรโดตุสพยายามจะนำต้นกำเนิดต่างๆ เหล่านี้ที่มาจากต้นกำเนิดวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาผสมผสานเข้าด้วยกัน
บทกวีในยุคเฮเลนนิสติกและยุคโรมันโบราณล้วนมีต้นกำเนิดในฐานะวรรณกรรมมากกว่าที่จะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ถึงกระนั้นมันก็ยังบรรจุรายละเอียดสำคัญมากมาย ซึ่งอาจจะสูญหายไปหมดแล้ว บทกวีจำพวกนี้รวมถึงงานต่างๆ ต่อไปนี้คือ
กวีชาวโรมัน โอวิด, สเตเชียส, วาเลเรียส ฟลัคคัส, เซเนกาผู้เยาว์, และเวอร์จิล กับบทบรรยายของเซอร์วิอุส
กวีชาวกรีกในยุค Late Antique ได้แก่ นอนนัส, อันโตนินัส ลิเบราลิส และ ควินตัส สมีเนียส
กวีชาวกรีกในยุคเฮเลนนิสติก ได้แก่ อพอลโลเนียสแห่งโรดส์, คัลลิมาคัส, เอราทอสเทนีสเทียม, และ พาร์ทีเนียส
นิยายยุคโบราณของกรีกและโรมัน เช่น Apuleius, Petronius, Lollianus, และ Heliodorus.

แหล่งข้อมูลของเทพปกรณัมกรีก
             เทพปกรณัมกรีกซึ่งรู้จักกันอยู่ทุกวันนี้ มีรากฐานมาจากวรรณกรรมกรีกและภาพในสื่อที่มองเห็นด้วยตาซึ่งมีอายุนับย้อนไปถึงยุคจีโอเมทริก (Geometric Style) ประมาณปีที่ 900-800 ก่อนคริสตกาล
ที่มา:http://th.wikipedia.org/wiki/เทพปกรณัมกรีก

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความสามารถในการแปลภาษาและประมวลผลคำสั่งโปรแกรมในการรับรู้ข้อมูลเข้าไปในเครื่อง, คำนวณทางด้านคณิตศาสตร์และตรรกวิทยา, แสดงผลลัพธ์สาเหตุสำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์ได้รับความนิยมมากจนถึงกับต้องมีการจัดซื้อจัดหาไปใช้ในหน่วยงาน ห้างร้านและบริษัทต่างๆ นั้น เป็นเพราะความสามารถหลายประการด้วยกันคือความสามารถในการเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆ รายงานและสืบค้นข้อมูลได้รวดเร็ว ดังนั้นคอมพิวเตอร์จึงเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทุกสำนักงานมีการนำเข้าไปประยุกต์ใช้กับงานด้านต่าง ๆ

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

หน่วยส่งออก

หน่วยส่งออก
   หน่วยส่งออก ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์หรือสารสนเทศที่ได้จากการประมวลผล อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยส่งออกเรียกว่าอุปกรณ์แสดงผลข้อมูล เช่น จอภาพ  เครื่องพิมพ์


หน่วยความจำสำรอง

หน่วยความจำสำรอง
ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและโปรแกรมที่ยังไม่ต้องการประวลผลหรือข้อมูลที่ต้องการนำมาใช้ต่อภายหลัง เมื่อต้องการประมวลผลข้อมูลจะถูกย้ายจากหน่วยความจำรองมาไว้ที่หน่วยความจำหลัก หน่วยความจำรองมีหลายประเภท เช่น ฟล็อปปีดิสก์  ฮาร์ดดิสก์ แผ่นซีดี เป็นต้น
แฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถเก็บลงสื่อ (Media) ต่าง ๆ ได้แก่
    1. แผ่นดิสก์  (Diskette) เป็นแผ่นแถบแม่เหล็กกรมบางบรรจุอยู่ในตลับพลาสติก สามารถใช้เก็บข้อมูล ลบหรือแก้ไขข้อมูลในแผ่นดิสก์ชนิดนี้ได้อย่างสะดวกทั้้งแฟ้มข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ตัวเลข ตาราง และแผนภูมิ แต่ไม่เหมาะในการนำมาบันทึกข้อมูลเสียงหรือภาพ เพราะเป็นสื่อที่เก็บข้อมูลได้น้้อย นิยมใช้แผ่นดิสก์เก็บสำรองแฟ้มข้อมูล แล้วพกพาไปใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องใดก็ได้
     2. ฮาร์ดดิสก์  (Hard Disk) เป็นแผ่นโลหะกลมเคลือบด้วยแถบแม่เหล็กหลายแผ่นซ้อนกัน สามารถเก็บข้อมูลได้มากว่าแผ่นดิสก์หลายเท่า นิยมใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วไป แต่ฮาร์ดิสก์มักติดตั้งถาวรอยู่ในเครื่องไม่นิยมพกพา
     3. แผ่นซีดี หรือคอมแพ็คดิสก์

Compact Disk) เป็นแผ่นพาสติกกลมเคลือกด้วยสารสะท้อนแสง เก็บข้อมูลได้จำนวนมาก ข้อดีคือสามารถพกพาแผ่นซีดีบรรจุข้อมูลไปใช้ที่ใหนก็ได้ สามารถเก็บข้อมูลประเภทภาพและเสียงได้มาก นิยมนำมาบันทึกข้อมูลประเภทสารนุกรม หรือข้อมูลที่มีขนาดใหญ่






หน่วยความจำหลัก

หน่วยความจำหลัก
      หน่วยความจำหลักหรือหน่วยความจำภายใน ทำหน้าที่เก็บคำสั่งและข้อมูลต่าง ๆ เพื่อรอให้หน่วยประมวลผลกลางเรียกใช้ประมวลผล และเป็นที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จาการประมวลผล แบ่งได้เป็น

     1. แรม (RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับการใช้งานทั่วไปหน่วยความจำประเภทนี้เก็บข้อมูลแบบชั่วคราวเท่าที่ยังมีกระแสไฟฟ้าจ่ายวรจร ถ้าขาดกระแสไฟฟ้าข้อมูลจะสูญหายทันที
     2. รอม (ROM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บโปรแกรมสำคัญซึ่งได้ถูกบันทึกมาก่อนจากบริษัทผลิต ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลแบบถาวร แม้จะเปิดเครื่องหรือขาดกระแสไฟฟ้า ข้อมูลหรือโปรแกรมก็ไม่สูญหายหรือถูกลบไป